Author Topic: วิธีการขยายพันธุ์ต้นกุหลาบ  (Read 59218 times)

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • Posts: 43
    • View Profile
กุหลาบเป็นไม้ดอกที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายกว่าไม้ดอกอื่น ๆ หลายชนิด คือ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด  การตัดชำทั้งด้วยกิ่งและด้วยราก การตอนกิ่ง การติดตา การต่อกิ่ง  ตลอดจนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ



1. การเพาะเมล็ดกุหลาบ

การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  มุ่งที่จะได้พันธุ์ใหม่ ๆ แปลก ๆ เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากกุหลาบที่ปลูกอยู่ทุก ๆวันนี้เป็นลูกผสมทั้งหมด  การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจึงทำให้ได้ทันที  ไม่เหมือนพ่อแม่และไม่เหมือนกันเลยระหว่างลูกด้วยกัน  จึงไม่เหมาะที่จะใช้โดยทั่วๆ ไป  แต่เหมาะสำหรับนักผสมพันธุ์เพื่อที่จะหาพันธุ์ใหม่  ที่มีลักษณะดีเด่นกว่าต้นพ่อต้นแม่

การเพาะเมล็ดกุหลาบแตกต่างจากการเพาะเมล็ดไม้ดอกทั่วๆ ไป  เริ่มต้นจากเมล็ดกุหลาบที่มีการฟักตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง  หลังจากเก็บเมล็ดมาจากต้นแล้ว  นำมาเพาะทันทีเมล็ดจะไม่งอกแม้จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมอย่างไรก็ตาม  ด้วยเหตุนี้  จึงต้องนำเมล็ดไปทำให้พ้นสภาพการฟักตัวเสียก่อน

ก.  การทำให้เมล็ดพ้นจากสภาพการฟักตัว  อาจทำได้ 2 วิธีคือ

1. นำฝักกุหลาบที่แก่เต็มที่ไปฝังไว้ในกระบะที่บรรจุทรายชื้น เก็บไว้ในอุณหภูมิ 41 องศาฟาเรนไฮน์  เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว จึงเอาฝักกุหลาบมาแกะเอาเมล็ดเพาะ

2.  เมื่อตัดฝักกุหลาบมาจากต้น นำมาผ่าครึ่งด้วยมีด ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้เขี่ยเอาเมล็ดออกมา  เมล็ดกุหลาบมีลักษณะคล้ายเมล็ดแอปเปิ้ล ขนาดใกล้เคียงกัน (ขนาดของเมล็ดขึ้นอยู่กับพันธุ์)ฝักหนึ่ง ๆ อาจจะมีถึง 70 เมล็ด(5-70)

-  นำเมล็ดไปผึ่งลมให้แห้ง  อาจใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน

-  นำเมล็ดที่ได้ไปเก็บไว้พีทมอสชื้น โดยใช้พีทมอส 3 ส่วนต่อเมล็ด 1 ส่วน

-  บรรจุส่วนผสมของพีทมอสและเมล็ดในขวดแก้วปากกว่าง  ปิดปากขวดด้วยผ้าขาวบางให้อากาศผ่านได้หรืออาจบรรจุลงในถุงพลาสติคแล้วรวบปากถุงด้วยเชือก  หรือยางรัดหลวม  พออากาศถ่ายเทได้บ้าง

-  เก็บขวดแก้วหรือถุงพลาสติคไว้ในตู้เย็น(ช่องผัก)เป็นเวลา 3 เดือน

-  ระหว่างที่เก็บต้องคอยตรวจความชื้นพีทมอสอยู่เสมอ ๆ ถ้าแห้งต้องรดน้ำเพิ่ม

-  เมื่อครบ 3 เดือนแล้ว เมล็ดจะเริ่มงอก  จึงนำเอาเมล็ดที่เริ่มงอกไปเพาะในอุณหภูมิธรรมดาต่อไป

ถ้าไม่มีพีทมอส  อาจจะใช้สแพกนั่มมอสแทนก็ได้  จากการทดลองของ ผศ.สนั่น  ขำเลิศ  ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ นส.อุบลพงษ์  แสงวานิช  ได้ใช้สแพกนั่มมอสสับเป็นท่อนยาว ¼ – ½ นิ้ว  แช่น้ำจนอิ่มตัว  แล้วจึงบีบเอาน้ำออกจนสะเด็ดน้ำ  แล้วนำไปผสมกับเมล็ดในอัตราส่วน 3 : 1 และทำต่อไปเหมือนวิธีดังกล่าวข้างต้นทุกประการ  หลังจากเก็บเมล็ดไว้ในตู้เย็นได้ 1 เดือน  ได้คอยตรวจดูความงอกของเมล็ดในถุงทุก ๆ สัปดาห์  ปรากฎว่าเมล็ดเริ่มงอก เมื่อเก็บได้ 2 ½ เดือน  จึงทยอยเอาที่งอกออกไปเพาะต่อไป

เนื่องจากเมล็ดของกุหลาบมีเปลือกหนา  เมื่อเปรียบกับไม้ดอกชนิดอื่น  การปฏิบัติการบางอย่างกับเมล็ดเช่น  การทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดบาง หรืออ่อนตัวลงเพื่อจะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น  น่าจะได้รับการพิจารณา ดังนั้น เพื่อช่วยให้เมล็ดกุหลาบงอกเร็วขึ้น  จึงได้มีการแช่เมล็ดกุหลาบในน้ำอุ่นประมาณ 80 องศาเซลเซียส นาน 2-3 ชั่วโมงโดยใช้น้ำ 1 ส่วนต่อเมล็ด 1 ส่วน  แล้วจึงนำไปคลุกเคล้ากับสแปกนั่มมอส  หรือ พีทมอสต่อไป

ข.  การเพาะเมล็ด  หลังจากเมล็ดงอกรากออกมาแล้ว  นำเอาไปเพาะในกระถาง หรือกระบะเพาะต่อไป ในต่างประเทศใช้ส่วนผสมสูตรของ จอห์น  อินเนส(John Innes) โดยมีส่วนผสมดังนี้

1)  ดินร่วน 2 ส่วน

2)  พีทมอส 2 ส่วย

3)  ทรายหยาบ 1  ส่วน

โดยปริมาตร

ส่วนผสมนี้ 1 ลูกบาศก์หลา

เติม

-          ซูเปอร์ฟอสเฟต 2 ปอนด์

-         ปูนดิบ(ground limestone) 1 ปอนด์

หรืออาจใช้สูตรที่มีส่วนผสมดังนี้

1)  ดินร่วน  3  ส่วน

2)  พีทมอส 2 ส่วน

3)  ทรายหยาบ  1 ส่วน

โดยปริมาตร

ในเมืองไทยหาพีทมอสได้ยาก อีกทั้งราคาแพงมาก  อาจใช้ใบไม้ผุหรือขุยมะพร้าวแทนได้เป็นอย่างดี หรืออาจจะดัดแปลงไปตามวัสดุที่เราหาได้รอบ ๆ ตัวเรา  โดยยึดหลักว่า ส่วนผสมนั้นจะต้อง

1)  สะอาด ปราศจากเชื้อโรค

2)  โปร่ง ระบายน้ำได้ดี

3)  อุ้มความชื้นไว้พอสมควร

4)  มีปริมาณเกลือแร่ต่ำ

5)  มีธาตุอาหารพืชพอควร

นำเอาส่วนผสมที่ได้คลุกกับน้ำให้ชื้นพอดี  ไม่ถึงกับแฉะ  แล้วบรรจุลงในกระถางหรือกระบะ  ถ้าจำนวนเมล็ดที่งอกมามีไม่มาก  อาจใช้กระถางขนาด 2 นิ้วแสตนดาร์ด(ความสูงเท่ากับความกว้างของปากกระถาง)  ถ้าจำนวนเมล็ดที่งอกมีจำนวนมากพอที่จะปลูกในกระบะ  หรือตะกร้า  โดยบรรจุส่วนผสมที่คลุกเคล้าชื้นแล้วลงไปประมาณ 2/3 ของตะกร้า  เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ  ทำร่องตามทางยาวของตะกร้า  ให้แต่ละร่องห่างกัน 1 นิ้ว ลึก 1 ซม.  โดยให้แต่ละร่องเป็นรูปตัววี (V-shape) ใช้ปากคีบ ๆ เมล็ด (อย่างเบามือที่สุด) วางลงที่ก้นร่อง  โดยให้รากจิ้มลงไปในดิน 1 ระยะห่างระหว่างเมล็ดประมาณ 1 นิ้ว เรียงเมล็ดจนครบทุกร่อง  ถ้าใช้ตระกร้าขนาด 10×14 นิ้ว  จะเพาะกุหลาบได้ประมาณ 100 เมล็ด กลบร่องด้วยส่วนผสมอันเดิม  พยายามทำให้ผิวหน้าของดินเรียบสม่ำเสมอกันทั้งตะกร้า  ด้วยการใช้ไม้ท่อนหนา 1 นิ้ว  กว้าง 2 ½ นิ้ว ยาวประมาณ 6 นิ้ว  หรือจะใช้แปรงลบกระดานดำที่ใช้แล้ว  ตบลงไปบนผิวดินเบา ๆ จะกระชับเมล็ดและราก  จะช่วยให้เมล็ดแตกยอดได้เร็วขึ้น

น้ำที่ใช้รดในระยะที่เพาะเมล็ดนี้จะต้องสะอาด  พยายามรักษาความชุ่มชื้นของดินในกระบะหรือตะกร้า หรือกระถางที่ใช้เพาะไว้ในถุงพลาสติก  รวบปากถุงไว้ให้แน่นพอสมควรก็ได้

หลังจากนี้ประมาณ 5-7 วัน เมล็ดจะเจริญงอกใบเลี้ยงและใบจริงตามลำดับ  จะนำตะกร้าออกจากถุงพลาสติกเลยก็ได้ เพื่อว่าต้นกล้าจะได้รับแสงแดดบ้าง  แต่ไม่ควรจะได้รับแสงแดดโดยตรงเพราะกล้าที่ได้ยังเล็กนัก  ควรจะดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไปจนกว่าจะมีใบจริง 3-4 ใน  จึงจะย้ายลงกระถางเดี่ยวเล็ก ๆ (ไม่เกิน 3 นิ้ว)  โดยใช้ส่วนผสมของดินปลูก เช่นเดียวกับใช้เพาะ  ตั้งทิ้งไว้ในที่มีแสงเพิ่มขึ้น ๆ และออกแดดในที่สุด

นับจากวันย้ายกล้าจนกระทั่งมีดอกแรก  ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

จากนี้จะย้ายลงในกระถางขนาดใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ ดอกที่ให้ดอกแรก ๆ จะมีขนาดดอกเล็ก กลีบดอกน้อย สีไม่สวย ดอกต่อ ๆ ไปเมื่อต้นโตขึ้น  จะได้ดอกที่มีลักษณะและคุณภาพที่แท้จริง  ดังนั้น  ควรที่จะตัดต้นใดทิ้ง  หรือต้นไหนควรจะเอาไว้นั้นควรจะได้แน่ใจเสียก่อน
« Last Edit: 21 Dec- 09:40 am by admin »

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • Posts: 43
    • View Profile
2. การตอนแบบทับกิ่ง

เป็นการขยายพันธุ์กุหลาบเลื้อยที่ทำกันมานานแล้ว  ปัจจุบันยังมีทำกันอยู่บ้าง  ด้วยเหตุที่ให้ผลดีและแน่นอน  มีข้อเสียอย่างเดียวคือได้จำนวนน้อยและเสียเวลา

กิ่งที่ใช้ตอน  ควรจะเป็นกิ่งที่เคยให้ดอกมาแล้ว (ไม่อ่อนเกินไป) เป็นกิ่งอวบสมบูรณ์  ควั่นกิ่งให้ห่างจากยอดประมาณ 6-8 นิ้ว ความยาวของรอยควั่นประมาณครึ่งนิ้ว ลอกเอาเปลือกออก  ขูดเอาเยื่อเจริญออกให้หมด  ทาด้วยฮอร์โมนเร่งราก เอ็น .เอ็น.เอ.  ผสมกับ ไอ.บี.เอ. ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 ความเข้มข้น 4,500 ส่วนต่อล้าน (ppm) ทิ้งไว้ให้แห้ง  หุ้มด้วยขุยมะพร้าวเปียก  หรือกาบมะพร้าวที่ทุบให้นุ่ม  แล้วแช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืนในต่างประเทศใช้สแพกนั่มมอสชื้น ๆ ห่อด้วยแผ่นพลาสติก  มัดหัวท้ายให้แน่นประมาณ 10-12 วันจะมีรากงอกออกมา  สามารถตัดไปปลูกได้

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • Posts: 43
    • View Profile
3. การขยายพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีการต่อกิ่งและการติดตา

การต่อกิ่ง (grafting)

การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  นิยมทำกับกุหลาบที่ปลูกในกระถาง  ไม่นิยมทั่วไป  เพราะเสียเวลาและไม่มีความแน่อน  อีกทั้งต้องใช้ฝีมือพอสมควร

การติดตา (budding)

การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  ดูเหมือนว่าจะเป็นที่นิยมมากที่สุด  ทั้งนี้เพราะสามารถขยายพันธุ์ดีได้เร็วกว่า คนที่มีความชำนาญในการติดตา  จะสามารถทำการติดตาได้มากกว่า 1,000 ต้นต่อวัน ต่อสองคน อีกทั้งยังสามารถคัดเลือกต้นตอทีเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละท้องถิ่น  และแต่ละพันธุ์ของกุหลาบพันธุ์ดีที่จะนำมาติด

นอกจากนี้  ถ้าตาพันธุ์ดีที่นำมาติดสามารถเข้ากันได้ดีกับต้นตอ  จะช่วยส่งเสริมความดีเด่นในลักษณะต่าง ๆ ของกุหลาบพันธุ์ดีที่นำมาติดด้วย  ยิ่งไปกว่านั้นกุหลาบที่ใช้เป็นต้นตอส่วนมากจะมีระบบรากที่แข็งแรงกว่ากุหลาบพันธุ์ดี  ทำให้การปลูกกุหลาบแต่ละครั้งมีอายุให้ผลยาวนานและผลผลิตสูงกว่าการปลูกกุหลาบจากการตอนกิ่ง  หรือการตัดชำ

กุหลาบที่ใช้ทำเป็นต้นตอ ส่วนมากเป็นกุหลาบป่า (Wild species) หรือกุหลาบเลื้อยบางพันธุ์  กุหลาบแต่ละชนิด แต่ละพันธุ์ ใช่ว่าจะเป็นต้นตอที่ดีที่สุดของกุหลาบพันธุ์ดีทุกพันธุ์เสมอไป

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • Posts: 43
    • View Profile
4. การขยายพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีตัดชำ

การขยายพันธุ์กุหลาบด้วยวิธีตัดชำนี้  ทำได้ทั้งการตัดชำราก (root cutting)ตัดชำใบ (leaf cutting) และตัดชำต้น (stem cutting)

การตัดชำราก  ไม่นิยมทำกันเพราะสาเหตุหลายประการ  การตัดชำใบก็เช่นกัน  ทั้งนี้เนื่องจากออกรากช้า  เปอร์เซ็นต์ความเสียหายสูง และอัตราการเจริญเติบโตในระยะแรก ๆ ต่ำมาก  จึงนิยมใช้การตัดชำต้นเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

ก. การตัดชำกิ่งอ่อน (softwood cutting) กิ่งที่ใช้ในการปักชำไม่ควรมีอายุเกิน 45 วัน  ส่วนมากมักจะได้จากกิ่งที่กำลังบานดอก  หรือหลังจากบานดอกแล้วประมาณ 7 วัน

การตัดกิ่งควรจะทำให้ตอนเช้าความยาวของกิ่งมีประมาณ 12-15 ซม.  รอยตัดควรจะอยู่ใต้ข้อพอดี  มีใบติดประมาณ 5 ใบ ในที่อยู่ตรงโคนกิ่งด้วยมีดหรือกรรไกรคม ๆ เป็นรูปปากฉลาม ทำมุม 45-60 องศา

กรีดโคนกิ่งด้วยมีด 2 รอย ตรงข้ามกัน รอยกรีดยาวประมาณ 1 – 1 ½ ซม.  แล้วจุ่มฮอร์โมนเรียกราก(เร่งราก)  โดยใช้กรดแนพธาลีน อะซีติค (Napthalene Acetic Acid = NAA) ผสมกับ กรดอินโดล บิวทิริค(Indole Butyric Acid = IBA) ความเข้มข้นอย่างละ 4,500 ส่วนต่อล้าน(ppm)ในอัตราส่วน ผึ่งให้แห้งแล้วนำไปปักชำในแปลงพ่นหมอก  อาจจะใช้เครื่องพ่นน้ำรดสนามหญ้าแทนก็ได้  โดยใช้คนปิดเปิดน้ำเป็นระยะ ๆ ตามความจำเป็น  ถ้าอากาศร้อน(ในตอนกลางวัน) อาจละทิ้งช่วงปิดน้ำเพียง 2-3 นาที แล้วเปิดน้ำ 2-3 นาที  สลับกันไป  โดยมีหลักว่าอย่าให้ใบกุหลาบแห้งเป็นใช้ได้  กิ่งตัดชำจะออกรากใน 12-15 วัน  แล้วแต่พันธุ์

การใช้กิ่งอ่อนตัดชำนี้  นิยมทำกันมากในหมู่ผู้ปลูกกุหลาบตัดดอกเป็นการค้าในเมืองไทยปัจจุบันนี้  เพราะได้จำนวนต้นมากในระยะเวลาสั้น  ค่าใช้จ่ายน้อย  คือใช้คนสเปรย์น้ำแทนเครื่องพ่นหมอกก็ยังไหว

ข.  การตัดชำกิ่งแก่ (hardwood cutting) การตัดชำกิ่งแก่ มักใช้กับกุหลาบบางพันธุ์ที่ใช้เป็นต้นตอทางการค้าเช่น กุหลาบพันธุ์ โพลี่แอนธ่า(Polyantha) และ ไฮบริด เพอร์เพทชวล (Hybrid Perpetual) เป็นต้น

กิ่งที่ใช้ปักชำจะต้องมีอายุพอสมควร  ส่วนมากมักจะเลือกกิ่งที่มีการเจริญเติบโตในฤดูที่ผ่านมาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกิ่งประมาณ ¾ นิ้ว  ความยาวของกิ่ง 6-8 นิ้ว ที่สำคัญที่สุดจะต้องมีอาหารสะสมอยู่ในกิ่งเพียงพอ  จึงควรจะตัดชำในขณะที่กิ่งอยู่ในระยะการพักตัว  ยังไม่มีการแตกยอดใหม่  เพราะถ้ารอจนกิ่งแตกใบใหม่ยอดใหม่แล้ว  มันจะใช้อาหารในกิ่งไป  อาหารสะสมจะไม่เพียงพอในการออกราก  ทำให้การออกรากล้มเหลวได้  อาจจะปักชำในแปลงปลูกโดยตรงเลย  หรือชำในถุงในแปลงเพาะชำก่อน  แล้วย้ายปลูกก็ได้  เพื่อเตรียมไว้เป็นต้นตอสำหรับพันธุ์ดีต่อไป

ส่วนมากการปักชำแบบนี้  นิยมทำในหมู่ผู้ปลูกที่ปลูกกุหลาบล้างรากขาย  การตัดชำกิ่งเพื่อทำต้นตอนี้ มักจะทำในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน เพื่อที่จะได้ติดตาพันธุ์ดีในช่วงเดือนธันวาคม

nongmoonoi

  • Newbie
  • *
  • Posts: 4
    • View Profile
ขอบคุณค่ะ

กุหลาบเป็นไม้ดอกที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายกว่าไม้ดอกอื่น ๆ หลายชนิด คือ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด  การตัดชำทั้งด้วยกิ่งและด้วยราก การตอนกิ่ง การติดตา การต่อกิ่ง  ตลอดจนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ



1. การเพาะเมล็ดกุหลาบ

การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้  มุ่งที่จะได้พันธุ์ใหม่ ๆ แปลก ๆ เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากกุหลาบที่ปลูกอยู่ทุก ๆวันนี้เป็นลูกผสมทั้งหมด  การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจึงทำให้ได้ทันที  ไม่เหมือนพ่อแม่และไม่เหมือนกันเลยระหว่างลูกด้วยกัน  จึงไม่เหมาะที่จะใช้โดยทั่วๆ ไป  แต่เหมาะสำหรับนักผสมพันธุ์เพื่อที่จะหาพันธุ์ใหม่  ที่มีลักษณะดีเด่นกว่าต้นพ่อต้นแม่

การเพาะเมล็ดกุหลาบแตกต่างจากการเพาะเมล็ดไม้ดอกทั่วๆ ไป  เริ่มต้นจากเมล็ดกุหลาบที่มีการฟักตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง  หลังจากเก็บเมล็ดมาจากต้นแล้ว  นำมาเพาะทันทีเมล็ดจะไม่งอกแม้จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมอย่างไรก็ตาม  ด้วยเหตุนี้  จึงต้องนำเมล็ดไปทำให้พ้นสภาพการฟักตัวเสียก่อน

ก.  การทำให้เมล็ดพ้นจากสภาพการฟักตัว  อาจทำได้ 2 วิธีคือ

1. นำฝักกุหลาบที่แก่เต็มที่ไปฝังไว้ในกระบะที่บรรจุทรายชื้น เก็บไว้ในอุณหภูมิ 41 องศาฟาเรนไฮน์  เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว จึงเอาฝักกุหลาบมาแกะเอาเมล็ดเพาะ

2.  เมื่อตัดฝักกุหลาบมาจากต้น นำมาผ่าครึ่งด้วยมีด ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้เขี่ยเอาเมล็ดออกมา  เมล็ดกุหลาบมีลักษณะคล้ายเมล็ดแอปเปิ้ล ขนาดใกล้เคียงกัน (ขนาดของเมล็ดขึ้นอยู่กับพันธุ์)ฝักหนึ่ง ๆ อาจจะมีถึง 70 เมล็ด(5-70)

-  นำเมล็ดไปผึ่งลมให้แห้ง  อาจใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน

-  นำเมล็ดที่ได้ไปเก็บไว้พีทมอสชื้น โดยใช้พีทมอส 3 ส่วนต่อเมล็ด 1 ส่วน

-  บรรจุส่วนผสมของพีทมอสและเมล็ดในขวดแก้วปากกว่าง  ปิดปากขวดด้วยผ้าขาวบางให้อากาศผ่านได้หรืออาจบรรจุลงในถุงพลาสติคแล้วรวบปากถุงด้วยเชือก  หรือยางรัดหลวม  พออากาศถ่ายเทได้บ้าง

-  เก็บขวดแก้วหรือถุงพลาสติคไว้ในตู้เย็น(ช่องผัก)เป็นเวลา 3 เดือน

-  ระหว่างที่เก็บต้องคอยตรวจความชื้นพีทมอสอยู่เสมอ ๆ ถ้าแห้งต้องรดน้ำเพิ่ม

-  เมื่อครบ 3 เดือนแล้ว เมล็ดจะเริ่มงอก  จึงนำเอาเมล็ดที่เริ่มงอกไปเพาะในอุณหภูมิธรรมดาต่อไป

ถ้าไม่มีพีทมอส  อาจจะใช้สแพกนั่มมอสแทนก็ได้  จากการทดลองของ ผศ.สนั่น  ขำเลิศ  ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ นส.อุบลพงษ์  แสงวานิช  ได้ใช้สแพกนั่มมอสสับเป็นท่อนยาว ¼ – ½ นิ้ว  แช่น้ำจนอิ่มตัว  แล้วจึงบีบเอาน้ำออกจนสะเด็ดน้ำ  แล้วนำไปผสมกับเมล็ดในอัตราส่วน 3 : 1 และทำต่อไปเหมือนวิธีดังกล่าวข้างต้นทุกประการ  หลังจากเก็บเมล็ดไว้ในตู้เย็นได้ 1 เดือน  ได้คอยตรวจดูความงอกของเมล็ดในถุงทุก ๆ สัปดาห์  ปรากฎว่าเมล็ดเริ่มงอก เมื่อเก็บได้ 2 ½ เดือน  จึงทยอยเอาที่งอกออกไปเพาะต่อไป

เนื่องจากเมล็ดของกุหลาบมีเปลือกหนา  เมื่อเปรียบกับไม้ดอกชนิดอื่น  การปฏิบัติการบางอย่างกับเมล็ดเช่น  การทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดบาง หรืออ่อนตัวลงเพื่อจะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น  น่าจะได้รับการพิจารณา ดังนั้น เพื่อช่วยให้เมล็ดกุหลาบงอกเร็วขึ้น  จึงได้มีการแช่เมล็ดกุหลาบในน้ำอุ่นประมาณ 80 องศาเซลเซียส นาน 2-3 ชั่วโมงโดยใช้น้ำ 1 ส่วนต่อเมล็ด 1 ส่วน  แล้วจึงนำไปคลุกเคล้ากับสแปกนั่มมอส  หรือ พีทมอสต่อไป

ข.  การเพาะเมล็ด  หลังจากเมล็ดงอกรากออกมาแล้ว  นำเอาไปเพาะในกระถาง หรือกระบะเพาะต่อไป ในต่างประเทศใช้ส่วนผสมสูตรของ จอห์น  อินเนส(John Innes) โดยมีส่วนผสมดังนี้

1)  ดินร่วน 2 ส่วน

2)  พีทมอส 2 ส่วย

3)  ทรายหยาบ 1  ส่วน

โดยปริมาตร

ส่วนผสมนี้ 1 ลูกบาศก์หลา

เติม

-          ซูเปอร์ฟอสเฟต 2 ปอนด์

-         ปูนดิบ(ground limestone) 1 ปอนด์

หรืออาจใช้สูตรที่มีส่วนผสมดังนี้

1)  ดินร่วน  3  ส่วน

2)  พีทมอส 2 ส่วน

3)  ทรายหยาบ  1 ส่วน

โดยปริมาตร

ในเมืองไทยหาพีทมอสได้ยาก อีกทั้งราคาแพงมาก  อาจใช้ใบไม้ผุหรือขุยมะพร้าวแทนได้เป็นอย่างดี หรืออาจจะดัดแปลงไปตามวัสดุที่เราหาได้รอบ ๆ ตัวเรา  โดยยึดหลักว่า ส่วนผสมนั้นจะต้อง

1)  สะอาด ปราศจากเชื้อโรค

2)  โปร่ง ระบายน้ำได้ดี

3)  อุ้มความชื้นไว้พอสมควร

4)  มีปริมาณเกลือแร่ต่ำ

5)  มีธาตุอาหารพืชพอควร

นำเอาส่วนผสมที่ได้คลุกกับน้ำให้ชื้นพอดี  ไม่ถึงกับแฉะ  แล้วบรรจุลงในกระถางหรือกระบะ  ถ้าจำนวนเมล็ดที่งอกมามีไม่มาก  อาจใช้กระถางขนาด 2 นิ้วแสตนดาร์ด(ความสูงเท่ากับความกว้างของปากกระถาง)  ถ้าจำนวนเมล็ดที่งอกมีจำนวนมากพอที่จะปลูกในกระบะ  หรือตะกร้า  โดยบรรจุส่วนผสมที่คลุกเคล้าชื้นแล้วลงไปประมาณ 2/3 ของตะกร้า  เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ  ทำร่องตามทางยาวของตะกร้า  ให้แต่ละร่องห่างกัน 1 นิ้ว ลึก 1 ซม.  โดยให้แต่ละร่องเป็นรูปตัววี (V-shape) ใช้ปากคีบ ๆ เมล็ด (อย่างเบามือที่สุด) วางลงที่ก้นร่อง  โดยให้รากจิ้มลงไปในดิน 1 ระยะห่างระหว่างเมล็ดประมาณ 1 นิ้ว เรียงเมล็ดจนครบทุกร่อง  ถ้าใช้ตระกร้าขนาด 10×14 นิ้ว  จะเพาะกุหลาบได้ประมาณ 100 เมล็ด กลบร่องด้วยส่วนผสมอันเดิม  พยายามทำให้ผิวหน้าของดินเรียบสม่ำเสมอกันทั้งตะกร้า  ด้วยการใช้ไม้ท่อนหนา 1 นิ้ว  กว้าง 2 ½ นิ้ว ยาวประมาณ 6 นิ้ว  หรือจะใช้แปรงลบกระดานดำที่ใช้แล้ว  ตบลงไปบนผิวดินเบา ๆ จะกระชับเมล็ดและราก  จะช่วยให้เมล็ดแตกยอดได้เร็วขึ้น

น้ำที่ใช้รดในระยะที่เพาะเมล็ดนี้จะต้องสะอาด  พยายามรักษาความชุ่มชื้นของดินในกระบะหรือตะกร้า หรือกระถางที่ใช้เพาะไว้ในถุงพลาสติก  รวบปากถุงไว้ให้แน่นพอสมควรก็ได้

หลังจากนี้ประมาณ 5-7 วัน เมล็ดจะเจริญงอกใบเลี้ยงและใบจริงตามลำดับ  จะนำตะกร้าออกจากถุงพลาสติกเลยก็ได้ เพื่อว่าต้นกล้าจะได้รับแสงแดดบ้าง  แต่ไม่ควรจะได้รับแสงแดดโดยตรงเพราะกล้าที่ได้ยังเล็กนัก  ควรจะดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไปจนกว่าจะมีใบจริง 3-4 ใน  จึงจะย้ายลงกระถางเดี่ยวเล็ก ๆ (ไม่เกิน 3 นิ้ว)  โดยใช้ส่วนผสมของดินปลูก เช่นเดียวกับใช้เพาะ  ตั้งทิ้งไว้ในที่มีแสงเพิ่มขึ้น ๆ และออกแดดในที่สุด

นับจากวันย้ายกล้าจนกระทั่งมีดอกแรก  ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

จากนี้จะย้ายลงในกระถางขนาดใหญ่ขึ้นเป็นลำดับ ดอกที่ให้ดอกแรก ๆ จะมีขนาดดอกเล็ก กลีบดอกน้อย สีไม่สวย ดอกต่อ ๆ ไปเมื่อต้นโตขึ้น  จะได้ดอกที่มีลักษณะและคุณภาพที่แท้จริง  ดังนั้น  ควรที่จะตัดต้นใดทิ้ง  หรือต้นไหนควรจะเอาไว้นั้นควรจะได้แน่ใจเสียก่อน